ผิดศีล
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ถาม : ข้อ ๓๑๙๑. เรื่อง “ผิดศีล”
หลวงพ่อครับ ผมไปเที่ยวโสเภณีมา ผมรู้สึกละอาย ทำอย่างไรผมจะไม่ลงอบายครับ
ตอบ : นี่คำถามไง คำถามๆ เขาบอกว่าเขาไม่ปกติ แล้วเขาไปเที่ยวโสเภณีมา แล้วมีความละอายแก่ใจ แล้วกลัวบาป
มันเป็นเรื่องเวลาที่ว่าเราขาดสติแล้วทำสิ่งใดไป ถ้าขาดสติทำสิ่งใดไปนะ เวลาครูบาอาจารย์ที่เป็นพระกรรมฐาน ท่านบอกเลยนะ
“ในวัฏฏะนี้ สิ่งที่เป็นแรงดึงดูดที่สุดคือกามราคะ”
เรื่องกามๆ มันดึงดูดทุกๆ สิ่งมีชีวิต อย่างเช่นสัตว์ ฤดูผสมพันธุ์ของมัน มันหาคู่ มันทำอะไรโดยธรรมชาติของมัน
มนุษย์ มนุษย์ก็มีความอยากเหมือนกัน มนุษย์มีความอยาก สิ่งที่ว่าคนที่กามราคะแรง พอเจอสิ่งใดแล้วมันเพ่งจะไปเอาสิ่งนั้นอย่างเดียว ถ้าเอาสิ่งนั้นอย่างเดียว เห็นไหม รบราฆ่าฟันเพราะเรื่องนี้มากมายมหาศาล ถึงที่สุดแล้ว สิ่งนี้ซ่อนไว้ในหัวใจ แล้วก็ปิดบังกันไว้
แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาแสดงธรรมๆ ไง สิ่งที่เป็นธรรมและสิ่งที่ไม่เป็นธรรม
เวลาสิ่งที่เป็นธรรมและสิ่งที่ไม่เป็นธรรม มันมีความหยาบละเอียดแตกต่างกันไป ถ้ามีความหยาบละเอียดแตกต่างกันไป คนที่เบาบางเขาก็เก็บกดของเขาได้ เขาก็รักษาของเขาได้ คนที่รุนแรงมันก็มีปัญหาของเขาไป สิ่งที่เป็นธรรมชาติของโลกไง
แล้วทางวิทยาศาสตร์ ทางโลก เขาบอกเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดา เขาแสวงหารักษากันเพื่อให้มันเป็นไปตามโลก
แล้วบอกว่า ถ้าคนถือศีลกันหมดแล้ว มนุษย์จะขาดจากโลกนี้ไปเลย
เวลาสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเผยแผ่ธรรมไง
“ถ้าถือศีล ๘ กันหมด เป็นนักบวชกันหมด ต่อไปมนุษย์ก็จะไม่มี”
จริงหรือ มันเป็นไปไม่ได้หรอก แต่สิ่งที่เป็นหลักเป็นเกณฑ์มันต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นหลักเป็นเกณฑ์เป็นอย่างนั้นนะ
ทีนี้สิ่งที่ว่าเวลากิเลสในหัวใจของคน คนเราเป็นคนดีมามากมายมหาศาล แต่เวลาถึงที่สุดแล้วกรรมมันให้ผลนะ ไปทำความผิดพลาดไป มันก็บุญและบาปเกลือกกลั้วกันไป
สิ่งที่ดีงามๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ของเราถือพรหมจรรย์ๆ ถ้าพรหมจรรย์ สิ่งนี้มันเป็นอาบัติทั้งนั้นน่ะ มันเป็นอาบัติหนัก อาบัติเบา
แล้วทางโลกๆ ไง ทางโลก ถ้าเป็นคนที่กามราคะที่รุนแรง ไปข่มขืน ไปเข่นฆ่าเขา เป็นบาปเป็นกรรมไปหมดน่ะ
แต่นี้มันแบบว่ามันเป็นธุรกิจ ไปเที่ยวโสเภณีมา มันเป็นเรื่องธุรกิจไง ธุรกิจ แต่มันเป็นบาปไหม
เป็น อย่างไรก็บาปอยู่วันยังค่ำ แต่มันมากหรือน้อยเท่านั้นไง ถ้ามันมากหรือน้อย ทีนี้พอสำนึกได้ สำนึกได้ขึ้นมามีความละอาย มีความละอายก็ต้องฝึกหัดสติปัญญาของเรานี้ไว้ไง ถ้าฝึกหัดสติปัญญาของเราไว้ ถ้ามีสิ่งนี้ไง
เวลานักปฏิบัติๆ เวลานักปฏิบัติทั้งหลายเขาบอกว่า เวลาเขาไปเห็นเพศตรงข้าม พยายามพิจารณาเป็นอสุภะๆ
เราขำๆ แต่มันก็เรื่องของเขา ก็เรื่องธรรมดา เพราะว่าคนเรายังไม่มีที่พึ่ง มันก็พยายามตะเกียกตะกายจะหาที่พึ่ง แล้วที่พึ่งเป็นจริงหรือไม่เป็นจริง ก็แสวงหากันไป
แต่ถ้ามันเป็นความจริงของมันขึ้นมานะ มันจะละมาเป็นชั้นๆ ขึ้นไปเลยล่ะ เพราะว่าสังโยชน์ ๓ เกิดอีก ๗ ชาติ กามราคะ ปฏิฆะอ่อนลง เกิดอีก ๓ ชาติ แล้วกามราคะ ปฏิฆะขาดไป ไม่เกิดบนกามภพ เพราะกามภพตั้งแต่เทวดา อินทร์ พรหมลงมา พรหมไม่เกี่ยว ตั้งแต่เทวดาลงมา กามภพ รูปภพ อรูปภพ
เทวดาก็เสพกาม เขาก็เสพกามของเขา เขาก็มีกามของเขา มีความปรารถนาของเขา มันเป็นเรื่องกิเลสที่ฝังหัวใจของสัตว์โลกทั้งนั้นน่ะ
ฉะนั้น สิ่งที่ว่าเขาเขียนมาไงว่าเขาผิดศีล แล้วเขามีความละอาย ถ้ามีความละอายแล้ว จะทำอย่างไรจะไม่ลงอบาย
ลงอบาย ไม่ลงอบาย เรื่องเวรกรรม เวรกรรมอันหนึ่ง แต่ถึงเวลาแล้วนะ ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะไง เวลาตายมีสติมีปัญญาขึ้นมา
สิ่งที่ไปเที่ยวโสเภณีมาผิดศีล แล้วเราไม่เคยทำความดีอะไรไว้เลยหรือ เราก็ทำคุณงามความดีของเราเหมือนกัน มันก็มีบุญและบาป ถ้ามีบุญและบาป เราก็พยายามรักษาของเรา
ฉะนั้นบอกว่า จะปิดอบาย
ปิดอบาย มีสติสัมปชัญญะมันก็เกิดในภพชาติที่ดี บุญเกิดก่อน ไอ้บาปมันฝังอยู่จิตใต้สำนึกนั้น
ผู้ที่จะพ้นจากอบายภูมิต้องพระโสดาบันขึ้นไปเท่านั้นน่ะ เพราะอะไร สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มันไม่ลงอบายแน่นอน
คำว่า “ไอ้นู่นก็จะไม่ลงอบาย แค่นี้ไม่ลงอบาย” ไอ้นั่นโฆษณาชวนเชื่อ ไอ้นั่นแสดงธรรมเป็นสินค้าเพื่อจะแสวงหาประโยชน์ของตน ใครรับประกันใครได้ ใครรับประกันใครต่อเมื่อเวลาจะตายนั่นน่ะ ตอนนั้นล่ะสำคัญที่สุด จิตจะออกจากร่างนี้มันเสวยภพเสวยชาติ แล้วถ้ามีสติปัญญา ถ้าเราฝึกไว้ตั้งแต่นี้ไง
คนโบราณ ในพระพุทธศาสนาบอกว่า เวลาตายให้นึกถึงพระๆ นึกถึงพระ มันก็ตายในสิ่งที่ดีงามก่อน แล้วคนเราทำคุณงามความดี มันก็มีบาปมีกรรมเหมือนกัน แต่เราไปทางที่ดีก่อน
นี่พูดถึงว่า ทำอย่างไรไม่ตกอบาย
อันนี้ไม่ประกัน
สิ่งที่ว่าไปเที่ยวมาแล้วมีความละอาย มีความเสียใจ นั่นถูกต้อง เพราะว่าอะไร เพราะว่าเราต้องมีหิริมีโอตตัปปะ แล้วก็ฝึกหัดของตนว่าเรายับยั้งของเรา เราจะไม่ทำอย่างนั้นอีก แล้วเราก็รักษาของเราให้ดีงามของตน
นี่คำว่า “ผิดศีล” จบ
ถาม : ข้อ ๓๑๙๒. เรื่อง “ควรบริกรรมหรือจับลมหายใจอย่างเดียว”
กราบหลวงพ่อ ขอคำแนะนำ ผมบริกรรมคาถาพระปัจเจกโพธิ์ของหลวงปู่ปาน แต่ผมเริ่มต้นปฏิบัติ ขอคำแนะนำจากหลวงพ่อครับ
๑. ควรบริกรรมพร้อมกับจับลมหายใจไปด้วยเลยหรือไม่
๒. หรือควรเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าบริกรรมก็บริกรรม ถ้าจะจับลมหายใจก็จับลมหายใจ
๓. ถ้าทำควบคู่กันทั้งบริกรรมและจับลมหายใจ เวลาเดินจงกรมต้องทำอย่างไรครับ
๔. ผมควรจะทำวันละกี่ชั่วโมงครับ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ที่จะเห็นหลักเห็นผลครับ
๕. ผมจะมีหลักพิจารณาอย่างไรครับ ว่าควรนั่งสมาธิหรือเดินจงกรมมากกว่ากัน
๖. ขอคำแนะนำวิธีนั่งสมาธิและเดินจงกรมที่ถูกต้อง
๗. ถ้าผมอยากไปพักภาวนากับหลวงพ่อ มีกฎกติกา และข้อปฏิบัติอย่างไรครับ จะนำสิ่งที่หลวงพ่อแนะนำไปปฏิบัติบูชาคุณหลวงพ่อครับ
ตอบ : นี่คำถามเนาะ คำถาม คำถามถึงการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยายามปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ ครูบาอาจารย์ที่ดีงามท่านจะให้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ
เราเน้นเวลาเทศนาว่าการไง ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับทำสมาธิได้หนหนึ่ง ทำสมาธิได้ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมาหนหนึ่ง
เพราะหนหนึ่งๆ เราทำทานถึงพันครั้ง ถือศีลบริสุทธิ์มีคุณค่ามากกว่า นี่เรื่องบุญนะ นี้เป็นบาลี เป็นธรรมของพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ในพระไตรปิฎก เราเห็นแล้ว เราจำแล้วมันฝังใจมาก
ไอ้เราคนทุกข์คนยากไง ทำบุญกุศลเราก็ต้องแสวงหามาเพื่อเป็นปัจจัยเครื่องอาศัยใช่ไหม แล้วเราต้องมาเสียสละๆ กิเลสมันเหนียวมันแน่น มันก็ไม่ปรารถนาใช่ไหม เวลาถ้าเราไม่ทำอย่างนั้น นี่พันครั้ง เราถือศีลให้บริสุทธิ์สักหนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์เป็นพันครั้งไม่เท่ากับสมาธิหนหนึ่ง สมาธิพันครั้งไม่เท่ากับเกิดปัญญาขึ้นมาหนหนึ่ง
นี่ก็เหมือนกัน เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เริ่มต้นขึ้นมา ธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์เกิดมามีเวรมีกรรมประจำหัวใจของแต่ละบุคคล เวลาทำความสงบของใจ ทำความสงบของใจเข้ามา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนถึงกรรมฐาน ๔๐ ห้อง
นี่ก็เหมือนกัน เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านสอนไง ท่านสอนให้ระลึกพุทโธ พุทธานุสติเป็นอันดับหนึ่ง
หลวงตาท่านพูดท่านสอนไง ท่านบอกว่า “ทำอย่างไรก็ได้ แต่เราชอบพุทโธ” ท่านว่า
พุทโธ ธัมโม สังโฆ มรณานุสติต่างๆ ทำอย่างไรก็ได้ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ กำหนดลมหายใจ อานาปานสติ
เวลาบอกพุทโธๆ มีพวกกลุ่มก้อนต่างๆ เขาบอกเลย “พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนพุทโธ พระพุทธเจ้าไม่ได้ทำพุทโธ พระพุทธเจ้ากำหนดอานาปานสติ กำหนดลมหายใจ”
เราบอกว่า ก็ใช่ เพราะตอนนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่มีพุทธะ ยังไม่มีผู้รู้จริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระโพธิสัตว์ ท่านก็แสวงหามาอย่างนี้ ไปศึกษาค้นคว้ากับเจ้าลัทธิต่างๆ มา ๖ ปี อีลุ่ยฉุยแฉกมา ๖ ปี แล้วเวลาท่านฝึกหัดของท่านเองไง ทำอานาปานสติ กำหนดลมหายใจ แล้วเวลาท่านสอนกรรมฐาน ๔๐ ห้อง การทำความสงบ ๔๐ วิธีการ ทำอย่างไรก็ได้ให้มันสงบสุขขึ้นมา
ฉะนั้น โดยทั่วๆ ไป ทำสมาธิๆ เราตั้งใจว่าทำสมาธิ ทำเพื่ออะไร ทำเพื่อใคร
แต่ถ้าเป็นครูบาอาจารย์ของเรานะ ทำสมาธิเพื่อความสงบสุขของจิต
สิ่งที่มีค่าที่สุด สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี
ถ้าจิตมันสงบ มันจะมีความสุขมหัศจรรย์ในจิตดวงนั้นเลย ถ้ามันเป็นสมาธิจริงๆ
แต่นี่มันว่างๆ ว่างๆ มันเป็นอารมณ์ แล้วทำไปแล้ว “ไม่เห็นได้อะไรเลย ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ทำแล้วก็แค่นี้ ไม่เห็นเวลาเทศนาว่าการว่ามันมหัศจรรย์เลย”
ก็เอ็งทำไม่ได้ไง เอ็งทำไม่เป็นไง แล้วมันก็เวรกรรมของสัตว์ด้วย
ถ้าไปเจอครูบาอาจารย์ที่ดีงามอย่างเช่นหลวงตา หลวงตาท่านจะสอนตลอด พุทโธๆ ให้พุทโธไป แล้วท่านไม่ฟังด้วย ท่านบอกให้พุทโธไป เวลาใครไปถามปัญหานะ ท่านนั่งแคะฟันเฉยเลย เพราะมันเป็นไปได้ยาก
เพราะหลวงตาพระมหาบัวท่านเป็นพระอรหันต์ ก่อนที่จะทำความสงบของใจของตน มันผิดพลาดมาขนาดไหน มันผิดพลาดมามากมาย แล้วจะมาทำให้มันถูกต้อง มันต้องฝึกหัดจนชำนาญในวสี ชำนาญในวสีคือทำจนชำนาญ พอชำนาญแล้วมันจะเสื่อม จะไม่เสื่อมมันเป็นไปไม่ได้
มันอยู่ที่เหตุ มันอยู่ที่ความชำนาญ ถ้าชำนาญ มันรักษาของมัน จิตมันถึงมีความสงบสุขต่อเนื่อง พอต่อเนื่อง มันมีกำลัง ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ ท่านถึงฝึกหัดปฏิบัติจนท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์
แต่ไอ้พวกสัพเพเหระสำมะเลเทเมา ทำอย่างไรก็ได้ๆ
ก็ทำได้ไง ทำตามกิเลสเอ็งไง ทำโดยที่ว่าผู้ที่ชาวพุทธที่มาปฏิบัติ ใครมีวุฒิภาวะ ใครรู้อะไรบ้าง ไม่มี แล้วแต่รอหัวหน้าชักจูงไป แล้วเราก็ไม่มีความรู้ที่จะรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด เราก็ทำไปกับเขา ถ้าเขาว่าถูกก็ถูกกับเขา เขาว่าผิดก็ผิดกับเขา แล้วความจริงล่ะ
แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กาลามสูตร ไม่ให้เชื่อใครทั้งสิ้น ฟังทั้งนั้นที่เป็นครูบาอาจารย์ ฟังทั้งนั้น แต่ใช้สติปัญญาเราใคร่ครวญว่ามันจริงหรือไม่จริง ได้หรือไม่ได้
เวลาทำไปแล้วมันก็เป็นอย่างที่เขาสอนนั่นแหละ เขาสอนเพราะอะไร เขาสอนเพราะเขามีความเห็นอย่างนั้น เขามีความรู้อย่างนั้น เขารู้ได้แค่นั้น เขาไม่รู้สิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งหรือความถูกต้องชอบธรรมมากกว่านั้น เขาก็สอนอย่างนั้น
นี่พูดถึงสังคมทั่วไป ไอ้ที่สอนปฏิบัติๆ กันนั่นแหละ
เราถึงได้พูดทุกวัน สมาธิยังทำกันไม่เป็น ทำไม่ได้หรอก ถ้าทำได้มันจะรู้ ที่ทำมาๆ ผิดหมด ผิดหมด
แล้วทำไมเขาทำกันแล้วมีคนเชื่อถือมากมาย มีคนไปล้นศาลา ล้นวัดไปหมดเลย
ดูเดี๋ยวนี้สิ นักร้องดังๆ มา สุวรรณภูมิแทบแตก มันเชื่อของมันอย่างนั้นน่ะ
นี่ก็เหมือนกัน มันเป็นการประชาสัมพันธ์ มันเป็นการบอกปากต่อปาก คนโง่มากหรือคนฉลาดมาก คนที่ทำเป็นมีกี่คน ไอ้คนที่ไม่รู้เรื่องเลย...ทั้งหมด แล้วแห่ตามกันไป มันจะเป็นประโยชน์กับใคร
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านบอก อย่าตามใครไป โคนไม้ เรือนว่าง ห้องพระของเรา ตรงนั้นแหละสำคัญ เราทำที่ตรงนั้น แล้วหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ
นี่พูดถึงไง พูดถึงว่า ทำไมว่าอันนั้นก็ไม่ใช่ อันนี้ก็ไม่ใช่
นี่พูดถึงเหตุ เหตุที่บอกมันเป็นไปไม่ได้ ไอ้ที่ใครมานั่งลงแล้วเป็นสมาธิ นั่งลงแล้วบรรลุธรรม
โอ้โฮ! มนุษย์มีบุญกันขนาดนั้นเลยเนาะ
แค่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ เชื่อเรื่องมรรคเรื่องผลได้ มันก็มีบุญกุศลมากแล้ว แล้วถ้าฝึกหัดเป็นตามความเป็นจริงนั้น มันจะไปอีกเรื่องหนึ่ง
นี่พูดถึงว่าเวลาจะตอบคำถาม นี่พูดถึงอารัมภบท ถึงเหตุ ทำไมมันเป็นอย่างนั้นๆ ทำไมมันเป็นอย่างนั้น วุฒิภาวะของสังคมเป็นอย่างไร คนที่ปฏิบัติเป็นอย่างไร
เราอยู่ในวงปฏิบัติ อยู่ในวงกรรมฐาน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านคัดเลือกลูกศิษย์ลูกหาที่จริงจังมากน้อยขนาดไหน ที่สำมะเลเทเมา ไม่เอา ที่ออเซาะฉอเลาะ ไม่เอา ที่มาแล้วมาทิ่มมาตำ ทำให้สังคมแตกแยก ไม่เอา
หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงตาท่านเล่าให้ฟังประจำว่า หลวงปู่มั่นมีพระกี่องค์ แล้วคัดเลือกคัดแยก
มันอยู่ที่วาสนา คนมีวาสนามากน้อยขนาดไหน ถ้ามีวาสนามากน้อยนะ มันไม่กลัวความทุกข์นะ
ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมแสวงหาแต่ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม แล้วบอกมา อย่างเช่นหลวงตา ขอให้บอกมา หลวงปู่มั่นก็บอก บอกแนะแนวทาง แล้วท่านก็ขวนขวายของท่าน แล้วส่วนใหญ่ผิด
เวลาท่านขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง ท่านบอกว่าก็มีของเรา ของเราหมายความว่าปฏิบัติไปแล้วมีประสบการณ์ จิตมันรู้มันเห็นอย่างไร เพราะเรารู้เราเห็นเอง มันก็ต้องถูก จริงไหม เพราะเรารู้เราเห็นเอง
คำว่า “ของเรา” เวลาขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไม่ใช่สบประมาท ไม่ใช่ว่าจะไปวัดรอยเท้า ไม่ใช่ว่าจะไปเสมอท่าน ไม่ใช่ แต่จะไปให้ท่านตรวจสอบว่าที่ทำมานี่ถูกหรือผิด แล้วขึ้นไป แล้วเวลาของเราก็มี มันก็เถียง เถียงตามที่เรารู้เราเห็นนั่นน่ะ
สิ่งที่รู้ที่เห็น เรารู้เห็นเองๆ ทำไมเราจะพูดไม่ได้ เราก็พูดของเราเต็มที่เลยเพื่อจะแสวงหาข้อเท็จจริงว่าถูกหรือผิด
ท่านขึ้นไปท่านบอกว่า “ของเราก็มี” แสดงว่าท่านปฏิบัติแล้วมันมีเหตุมีผล “ของเรา” แต่ขึ้นไปแล้ว เวลาไปหาหลวงปู่มั่นนะ ซัดกันเต็มเหนี่ยวเลย เป็นชั่วโมงเลย สุดท้ายแล้วเราหัวแตก ท่านพูดประจำ “เราหัวแตก โดนไม้หน้าสามนี่หงายท้องทุกที”
นี่นักปฏิบัติ ปฏิบัติขึ้นมาแล้ว มันรู้มันเห็นของมันแล้วนะ
เราปฏิบัติ กิเลสมันเข้าข้างตัวเองหมดน่ะ เราถูก เราดี เรายอดเยี่ยม แล้วสิ่งที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น เราทุกข์หัวใจเต็มที่ แล้ววันใดพอมันวางได้ มันก็ อู๋ย! มีความสุขเต็มที่
มันก็แค่วางอารมณ์ มันยังอีกมากมายที่เราจะต้องไปรู้ไปเห็น แต่พอเราได้สัมผัสอะไรที่เล็กๆ น้อยๆ แหม! มันมหัศจรรย์ๆ
มันจะมีความมหัศจรรย์กว่านี้อีกเยอะเลย
ฉะนั้น เวลาขึ้นไปหาท่าน ถ้ามีวุฒิภาวะนะ เวลาขึ้นไปหาท่าน เราก็มี ก็เถียง สุดท้ายแล้วนะ มันผิดน่ะ มันเข้าถึงแก่น ถึงความจริงอันนั้นไม่ได้ มันก็ต้องหาทางแก้ไข สิ่งที่รู้เห็น วาง แล้วทำต่อเนื่องไปๆ
นี่พูดถึงว่า นู่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ถูก
เหตุผลมันอยู่ตรงนี้ ตรงที่จะให้เราทำแล้วถูกต้องชอบธรรม ถ้าทำแล้วมันไม่ถูกต้องชอบธรรม มันก็เป็นกิเลสในใจของตน
มันเป็นอำนาจวาสนาของบุคคลคนนั้น อันนั้นเรายกไว้ เราไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับใคร
ฉะนั้น จะเข้ามาคำถามไง คำถามเริ่มต้น
๑. ควรบริกรรมพร้อมกับจับลมหายใจไปด้วยหรือไม่
อันนี้เรากำหนดพุทโธๆ เป็นการท่อง เป็นคำบริกรรม มันต้องมีจิตทำงาน
คนที่สมาธิไม่ได้ ทำสมาธิไม่เป็น เพราะขี้เกียจบริกรรม ขี้เกียจกระทำ นึกเอาคำสองคำแล้วก็ปล่อยวางหายไปเลย แล้วก็คิดว่านึก เพราะนึกตั้งแต่เริ่มต้นคำแรก คำแรก ๕ คำแรกนึกอยู่ แต่พอไปแล้วมันก็เป็นความรู้สึกว่าเรานึกอยู่ แต่มันไม่ได้นึก แล้วมันก็ไม่มีคำบริกรรม คือไม่มีการเคลื่อนไหว พอไม่มีการเคลื่อนไหว มันจะเป็นสมาธิไปได้อย่างไร เพราะมันไม่มีเหตุไม่มีผล
ฉะนั้น ควรบริกรรมพร้อมกับจับลมหายใจไปด้วยหรือไม่
คำบริกรรมนี้เราก็อย่างหนึ่งนะ บริกรรมพุทโธๆๆ แต่เวลาพุทโธมันเป็นที่ว่าเป็นนามธรรม เป็นสิ่งที่จับต้องได้ยากไง เขาถึงว่าหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ
เวลาหายใจด้วย เราก็เอาคำบริกรรมนี้ไปบวกกับลมหายใจนั้นน่ะ เพื่อจะให้เป็นรูปธรรม เพื่อจะทำให้แบบว่าเรามีสติปัญญาเกาะแล้วจับให้ได้ อย่าให้จิตมันเผลอ อย่าให้จิตมันไป ก็หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ มันเป็นคำบริกรรมพุทโธๆ พุทธานุสติบวกกับอานาปานสติ บวกกันไป
เวลาอานาปานสติกำหนดลมหายใจเฉยๆ ก็ได้ กำหนดลมหายใจ จิตถ้ากำหนดลม จิตมันรับรู้ลม รับรู้ลมหายใจเข้าและออก สั้นหรือยาว เพราะจิตมันกำหนด คำบริกรรมมันต้องมีการทำงานของมัน มันต้องมีการบริหารของมัน มันถึงจะเป็นงานขึ้นมาใช่ไหม
ถ้ามันไม่บริหารของมันขึ้นมา มันไม่เป็นงานหรอก มันเป็นการสมอ้าง เป็นการอ้างอิงว่าเรานึกพุทโธ พุทโธจนพุทโธหาย
รำคาญ มันไม่จริงหรอก นี่พูดถึงครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงไง
ฉะนั้นบอก ควรบริกรรมพร้อมกับลมหายใจไปด้วยเลยได้หรือไม่
ได้ เพราะมันเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน แต่พอทำไปๆ แล้ว ถ้ามันจับต้องไม่ได้ มันจับปลาสองมือไง ทั้งกำหนดลมหายใจด้วย ทั้งพุทโธด้วย สติมันรับรู้หลายอย่างไง เวลาถึงที่สุดแล้ว ถ้ามันละเอียดขึ้นไป แล้วมันจะหายใจขึ้นไป วางอันใดอันหนึ่งก็ได้ ถ้าถนัดพุทโธก็พุทโธไปเลย เพราะมันชัดเจน มันจับปลามือเดียว หรือว่าถ้ามันกำหนดลมดีก็ลมเดียว อันใดอันหนึ่งไง
แต่ถ้ามันจับก็ไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ให้นึกพุทโธพร้อมลมหายใจ เพราะมันชัดๆ ไม่อย่างนั้นมันหนีหมด มันกระจายไปหมด แล้วเรานึกว่าเราทำไง
เพราะเราทำครั้งแรกแล้วก็เผอเรอลืมไป แต่จิตใต้สำนึกว่ากูทำแล้วไง แล้วกูก็นั่งหลับอยู่นั่นไง แล้วไปไหนไม่ได้หรอก
นี่เวลาเริ่มต้น นี่ข้อที่ ๑.
๒. หรือควรเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าบริกรรมก็บริกรรม ถ้าจะจับลมหายใจก็จับลมหายใจ
นี่ตอบข้อที่ ๑. แล้ว
๓. ถ้าทำควบคู่กันทั้งบริกรรมและจับลมหายใจ เดินจงกรมต้องทำอย่างไร
เวลาจับลมหายใจ นั่งอย่างใด เวลาลงไปเดินจงกรม เดินจงกรมนี่เท้าเดินไป แต่เราก็หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ หรือจับลมหายใจไปพร้อมกัน เหมือนกับนั่ง นั่งกับเดินทำเหมือนกัน เว้นไว้แต่ท่านั่งกับท่าเดินเท่านั้น
แล้วเดินจงกรม เดินไปบ่อยๆ ครั้งเข้ามันจะชำนาญของมัน
เวลาเดินจงกรม จะเดินกี่ก้าว จะหันอย่างไร
ขับรถ ขับรถเป็นแล้วจบ ขับรถไม่เป็น มันห่วงพวงมาลัย ห่วงเบรก ห่วงคันเร่ง ห่วงไปหมดเลย ขับรถเป็นแล้วสบาย เหมือนกัน
๔. ผมควรทำวันละกี่ชั่วโมงครับ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ที่จะเห็นหลักเห็นผลครับ
อยู่ที่วาสนา อยู่ที่ศรัทธา อยู่ที่ความเชื่อ อยู่ที่โอกาส ทำมากหรือทำน้อย
ทำน้อย ทำสมาธิได้ดีกว่าทำมากก็ได้ ทำมาก ทำต่อเนื่อง การทำต่อเนื่องนี้ดีงามมาก มันอยู่ที่ หนึ่ง เวลา โอกาส ศรัทธา
เราควรจะทำอย่างใด
อยู่ที่วาสนาของคน
แล้วเริ่มต้นถ้ามันทุกข์มันยาก มันทำไม่ได้ เราก็พยายามทำให้มันชัดเจนขึ้นมาก่อน พอมันทำชัดเจนแล้วจับหลักได้ มันจะดำเนินไปโดยความสมดุลและพอดีของแต่ละบุคคล
ยืน เดิน นั่ง นอน คนถนัด เช่น หลวงปู่ชอบท่านถนัดเดิน หลวงปู่จันทร์เรียนท่านถนัดนั่ง หลวงปู่จันทร์เรียนท่านบอกเลย “หลวงปู่ชอบนั่งสมาธิสู้เราไม่ได้”
โอ๋ย! เราก็งงนะ
เวลาท่านอธิบาย เพราะหลวงปู่ชอบถนัดเดิน ท่านถนัดนั่ง
ใช่ ถนัดนั่ง ก็นั่งได้ทั้งวันทั้งคืนเลย ถนัดเดิน ก็เดินได้ทั้งปีทั้งชาติเลย อยู่ที่ผู้ถนัด มันชอบ มันชอบใจอย่างนั้น นี่พูดถึงว่าอยู่ที่จริตนิสัยด้วย
๕. เราจะมีหลักพิจารณาอย่างไรว่าควรนั่งสมาธิหรือเดินจงกรม เราควรมีหลักอย่างไร
มีหลักว่า ถ้านั่งไปแล้วมันไม่ดี มันเบื่อหน่าย ก็ลุกไปเดิน ถ้าเดินแล้ว ถ้าเดินให้มากขึ้นๆ เวลาจิตมันดี จิตมันนิ่ง มานั่ง
บางคนถนัดนั่ง พระบางองค์ พระอรหันต์นะ ถนัดนั่ง ถนัดเดินแตกต่างกัน
แล้วเวลาจะนั่งจะเดินมันอยู่ที่ อย่างเช่นหลวงตาพระมหาบัวท่านสอน ท่านเคยเล่าให้ฟังว่าท่านไปอยู่ในป่า พอในป่าอากาศมันหนาวเย็นมาก พอหนาวเย็นมากนะ กลางคืนออกจากกลดไม่ได้เลย ต้องเอาผ้าห่ม ผ้าจีวรคลุมหมดเลย แล้วกลางวันเดินทั้งวันเลย กลางคืนจะไปนั่ง เพราะกลางคืนออกมาเดินไม่ได้ มันอยู่ที่สถานที่บังคับ
แล้วคนมาถาม อยู่คอนโด คอนโดมันเดินได้ประมาณ ๗ ก้าว ๘ ก้าว ได้หรือไม่
ที่ไหนก็ได้ มันเป็นวาสนาของคนคนนั้น มันเป็นโอกาสของคนคนนั้น คนคนนั้นถ้ามีศรัทธาความเชื่อ มีความสามารถ ทำได้ทั้งนั้น
นี่ก็เหมือนกัน อยู่ที่โอกาส อยู่ที่ความศรัทธาของแต่ละบุคคล
๖. ขอคำแนะนำวิธีนั่งและเดินจงกรมที่ถูกต้อง
เดินและนั่งเป็นกิริยา ที่ถูกต้องคือวางอารมณ์ วางใจให้ถูกต้อง
ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน อารมณ์ ครูบาอาจารย์สอนไง ถ้าเป็นสมาธิ เรากำหนดอย่างไรแล้วมันเป็นสมาธิ จำอารมณ์นั้นไว้ นี่หลวงตาสอน
ถ้าทำสมาธิ วันนี้ทำสมาธิได้จริงๆ ทบทวนเลยว่า เริ่มต้นอย่างไร ตั้งสติอย่างไร จำอันนั้นไว้ อันนั้นคือเหตุไง
ถ้ามันเป็นสมาธิ ทำได้ เหตุมันต้องถูกต้อง มันถึงเป็นสมาธิ แล้วเหตุอันนั้นมันถูกต้อง เหตุอันนั้นน่ะ พยายามทบทวนเหตุอันนั้น แล้วทำตามเหตุอันนั้น แล้วทำจริงๆ จังๆ เพราะอะไร
เพราะมันเคยเป็นสมาธิไง มันสงบได้ ให้จำอารมณ์ ไม่ใช่สมาธิไง
ให้จำอารมณ์ คือวิธีการที่จะควบคุมจิตของตนด้วยอารมณ์ ด้วยสติปัญญา
เป็นสมาธิไม่ใช่อารมณ์ ชัดๆ ผู้รู้ไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ตัวเองเป็นพุทธะ ตัวเองเป็นผู้รู้ ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ มีสติมีปัญญาชัดเจน
ว่างๆ ว่างๆ ไม่มีอะไรเลย นั่งหลับ หลับไปแล้ว แต่มันนึกว่าสมาธิไง แล้วก็ยังเถียงว่าเป็นสมาธิอยู่ แล้วเอ็งได้อะไร
หนึ่ง ไม่มีกำลัง ไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะยกขึ้นสู่วิปัสสนา ไม่รู้ว่าเป็นสมาธิและไม่เป็นสมาธิ ไม่รู้อะไรเลย
เป็นสมาธิ รู้แต่หลง หลงว่านิพพาน นั่นอีกเรื่องหนึ่ง
สมาธิไม่ใช่นิพพาน เพราะยังไม่ได้ยกขึ้นสู่วิปัสสนา ยังไม่ได้ใช้ปัญญาแยกแยะให้มันถูกต้องชอบธรรมเลย แล้วยังไม่เห็นผลของมันด้วย
เพราะสมาธิ ผลของมันอย่างหนึ่ง ภาวนามยปัญญา ผลมันเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน ถ้าเหมือนกัน จะบอกว่าสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานไปทำไม คนละชื่อ คนละเหตุการณ์ คนละอย่าง ผลก็แตกต่างกัน
๗. ถ้าผมอยากไปพักภาวนากับหลวงพ่อ มีกติกาอย่างไร ข้อวัตรปฏิบัติอย่างไรบ้างครับ
ก็มีแบบที่เขาทำกันนี่ ถ้ามาแล้วเห็นเขาทำอย่างไรก็ทำตามเขา ก็จบ ต้องทำตามเขา
แต่จะบอกว่า ที่นั่นทำอย่างนี้ เราจะต้องทำอย่างนั้น
ไม่ใช่
ข้อวัตร เห็นพระทำก็ทำตามพระ แต่ถ้าพระไม่ทำ เราทำ ผิดแล้ว เพราะเสียงมันไปกระทบกระเทือนคนอื่น ถ้าเขาทำพร้อมกัน ทุกคนลงมาทำด้วยกันหมด เสียงมันเป็นอันเดียวกัน หยุด ทุกคนหยุดหมด ทำสมาธิ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ก็เหมือนกัน
ไม่ใช่ว่า เราเคยทำอย่างนี้ เราจะทำอย่างนี้ เขาจะภาวนา เราก็จะไปกวาดที่นั่งสมาธิเขา เขาจะเดินจงกรม เราก็จะไปเก็บกวาดที่เขา
มันไม่ใช่
ฉะนั้นบอกว่า มันจะทำอย่างไร มีกฎกติกาอย่างไร
มีกฎกติกาที่รู้ที่เห็นนี่ ทำตามที่เขาทำ แล้วที่เขาไม่ทำ ก็ไม่ทำ ก็คือจบ จบ
ถาม : ข้อ ๓๑๙๔. เรื่อง “วิธีทำอานาปานสติ”
หลวงพ่อ ผมเป็นผู้ปฏิบัติใหม่ ขอคำแนะนำที่ทำอานาปานสติอย่างไร ขอบคุณครับ
ตอบ : อานาปานสติก็หายใจ มีจิตกำหนดลมหายใจ
ลมหายใจของมนุษย์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลากลับมาจะฝึกหัดปฏิบัติของตนเองไง กำหนดอานาปานสติ เพราะมันไม่มีอะไรเลย
คนเรามีกายกับใจไง แล้วร่างกายนี้มันต้องการออกซิเจนไง มันต้องหายใจอยู่ธรรมชาติของมันไง ถ้าธรรมชาติของมัน โดยสัตว์ทั่วไปก็หายใจทุกคน ทุกตัว ไม่มีออกซิเจน ตายหมดไง มันก็เป็นการหายใจเพื่อเอาออกซิเจน หายใจเพื่อซักฟอกเรื่องปอด เรื่องสมอง เรื่องในตัวของคน
จิตคือความรับรู้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ หัวใจของสัตว์โลก ถ้าหัวใจมันกำหนดที่ลมนั้น หัวใจกำหนด เห็นไหม เพราะหัวใจกำหนด หัวใจ ผู้รู้กำหนดที่ลมนั้น มันมีการบริหารไง มันรับรู้ลม มันต้องคอยรู้ ลมสั้น ลมยาว ลมละเอียด ลมหยาบ แล้วถ้ามันทำบ่อยครั้งเข้า เหมือนคำบริกรรม แล้วมันทำจนมันคล่องตัวของมัน มันก็โอ้โฮ! สะดวกสบาย ดีงาม เบา ร่างกายเบาเหมือนเหาะได้ลอยได้ ร้อยแปดพันเก้า แต่มีสติไม่หลงไปกับมัน ถ้ามันเป็นสมาธิก็เป็นสมาธิ อานาปานสติ
อานาปานสติ ต้องทำอย่างไร
สำคัญที่สติ แล้วจิตกำหนด มันจะหยาบก็รู้ว่าหยาบ จะละเอียดก็รู้ว่าละเอียด จะสั้นก็รู้ว่าสั้น แล้วมันจะลมหายใจหายเลย ก็รู้ รู้ชัดๆ
ไม่ใช่ โอ๋ย! โน่นก็หายหมด นี่ก็หายหมด
หายโดยที่เอ็งไม่รับรู้อะไรเลย จิตใจหยาบๆ อย่างนี้มันจะหายได้อย่างไร จิตใจหยาบๆ อย่างนี้มันไม่รับรู้ต่างหาก ไม่รับรู้ ตัดตอน ไม่เป็นอานาปานสติ ไม่เป็นว่าลมหายใจหาย ไม่เป็นพุทโธหาย มันหายด้วยอุบัติเหตุ หายด้วยการขว้างทิ้ง หายด้วยการไม่รับรู้ หายด้วยการประมาท หายด้วยการไม่เป็น หายด้วยการที่สะเพร่าร้อยแปด กิเลสร้ายกาจนัก
นี่พูดอานาปานสตินะ จบ
ถาม : ข้อ ๓๑๙๕. เรื่อง “อยากจะเจริญเมตตา”
หลวงพ่อครับ ผมอยากจะเจริญเมตตา ต้องทำอย่างไรครับ
ตอบ : เจริญเมตตานะ สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เขาเหมือนเรา เราเหมือนเขา ปรารถนาความสุขความทุกข์เหมือนกัน ถ้าเรามีสติมีปัญญาอย่างนี้
คนโดยทั่วๆ ไป คนทำดี เราก็ชอบเขา คนขวางหูขวางตา เราก็เกลียดเขา แต่ถ้าเรามีสติปัญญานะ สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายเป็นสุขๆ เถิด นี่เจริญเมตตา
แต่สิ่งที่แผ่เมตตาที่ยอดเยี่ยม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพุทธกิจ ๕ ไง เช้าเล็งญาณ นั่นน่ะแผ่เมตตา ดูสัตว์โลก ใครมีอำนาจวาสนา ชีวิตสั้น เอาคนนั้นก่อน
หลวงตาพระมหาบัว เช้าขึ้นมา ตื่นนอน แผ่เมตตา
โครงการช่วยชาติฯ ที่เกิดขึ้นก็เพราะแผ่เมตตากับโลกนี่แหละ แล้วมันมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ถึงเกิดโครงการช่วยชาติฯ ขึ้นมาไง
พระปฏิบัติเวลาเขาแผ่เมตตา เขาภาวนา ออกจากสมาธิแล้วแผ่เมตตา เมตตาค้ำจุนโลก ให้โลกสงบร่มเย็น เพราะสงบร่มเย็นจากหัวใจที่เป็นธรรม
ไอ้ของเรา เรามีกิเลส เราอยากจะสร้างคุณงามความดี เราจะแผ่เมตตา สวดมนต์ สวดมนต์เสร็จจบก็แผ่เมตตากัน ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น เห็นไหม บทสุดท้ายบทแผ่เมตตา
นี่เหมือนกัน ถ้าเราจะฝึกหัดปฏิบัติ เรานั่งสมาธิภาวนา เราออกจากสมาธิแล้วยังไม่ลุก แผ่เมตตา กำลังของจิตเรามีมากน้อยขนาดไหนก็เพื่อสัตว์โลก สัมภเวสี จิตที่แสวงหาที่เกิด เขารออย่างนี้ เพราะเขาทำของเขาเองไม่ได้ไง
เราเกิดเป็นมนุษย์ไง เราเบื่อหน่ายชีวิต ชีวิตยังทำดีทำชั่วได้นะ เวลาตายไปแล้วมันเป็นไปตามกรรม จะสร้างอะไรอีก สร้างไม่ได้เพราะมันเป็นนามธรรม ไม่มีมือ ไม่มีวัตถุ ไม่มีอะไรที่จับต้องได้ มีแต่อารมณ์ มีแต่ความคิด อยากทำความดีไง
นี่ไง แผ่เมตตาไง เพื่อสัตว์โลกไง สัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากไง เขาทำด้วยตัวเขาเองไม่ได้ เขาได้รับส่วนบุญจากผู้ที่ทำบุญทำกุศล แล้วแผ่เมตตาให้ไง
เราทำของเรา เราปฏิบัติของเราไง
นี่พูดถึงว่า เราจะเจริญเมตตา
จิตใจที่เป็นธรรมนี่เป็นเมตตา จิตใจเราเป็นธรรม จิตใจเราเห็นความเสมอภาค สันติภาพไง สันติภาพ ภราดรภาพ ความเสมอภาค แต่ที่มันแตกต่างดีและชั่ว คดและโกง ฉ้อฉล ทำกันอยู่นั่นน่ะ เราก็แผ่เมตตาให้มันได้ไหม
แผ่เมตตาให้มันคิดได้ แผ่เมตตาให้มันรับรู้ แผ่เมตตาเพื่อความสงบสุข เอวัง